ความเป็นมาของวิทยุกระจายเสียงและวิทยุกองทัพบก

ด้วยเหตุที่เชื่อกันว่า วิทยุกระจายเสียงมีคุณประโยชน์กว้างขวางแก่สังคมมนุษย์ ทั้งยามปกติและยามสงคราม ทหารที่ปฏิบัติราชการสงครามอินโดจีนและสงครามมหาเอเซียบูรพา ได้รับประสบการณ์ว่าทหารที่ออกปฏิบัติการรบในสมรภูมิห่างไกลบ้านเกิดเมืองนอน ไกลครอบครัว ไกลจากบ้านมิตร ไม่มีปัจจัยใดจะช่วยปลุกใจ และบำรุงขวัญได้ดีเทียบเท่ากับที่ได้ยินเสียงพ่อแม่ พี่น้อง บุตร ภรรยา ส่งข่าวสารถึงตนผ่าน วิทยุกระจายเสียง จากปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๗ วิทยุกระจายเสียงกรมประชาสัมพันธ์ได้ทำหน้าที่ ออกอากาศจากครอบครัวทหารในแนวหลังให้กำลังใจบำรุงขวัญทหารในแนวรบ ได้ผลเป็นอย่างดี แต่ปรากฎว่า พอหน่วยทหารเคลื่อนที่รุกรบห่างไกลออกไป การรับฟังการกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์ทั้งคลื่นสั้น ยาวก็แผ่วเบาไม่ชัด เสียงขาดๆ หายๆ บางเวลาก็ถูกสถานีวิทยุจากต่างประเทศ รบกวนจนรับฟังไม่ได้ ทำให้รายการสื่อสัมพันธ์จากครอบครัวทหารในแนวหลังต้องชะงักงัน

ต่อมาทหารสื่อสารผู้เคยผ่านสงครามดังกล่าว ได้เกิดความคิดว่า จะต้องใช้ความรู้ทางการสื่อสารที่ได้เรียนมา แก้ปัญหาการกระจายเสียงในอนาคต ให้เกิดผลดีแก่ทหารในสมรภูมิให้จงได้ ดังนั้น เมื่อสงครามยุติลง และกลับเข้าที่ตั้งเดิมเรียบร้อยแล้ว นายทหารสื่อสารกลุ่มหนึ่งจึงได้เสนอความคิดเห็นในการจัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงขึ้น ในกรมจเรทหารสื่อสาร (ในสมัยนั้น) เมื่อได้รับการเห็นชอบและการสนับสนุนจากผู้บัญชาการและผู้ใหญ่ จึงได้ช่วยกันสร้างเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงทดลองขึ้น จากชิ้นส่วนของซากเครื่องส่งวิทยุสนามของญี่ปุ่น ส่วนใดยังขาดสามารถทำเองได้ก็ทำขึ้น รวมทั้งได้สละทรัพย์ส่วนตัวซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมจากร้านค้าวิทยุ จนในที่สุดได้สร้างเครื่องส่งคลื่นยาว ความยาวคลื่น ๒๘๗ เมตร (ความถึ่ ๑๐๔๓ กิโลเฮิรตซ์) กำลังส่ง ๒๕๐ วัตต์ กับเครื่องส่งคลื่นสั้น ความยาวคลื่น ๖๓ เมตร กำลังส่ง ๑๐๐ วัตต์ จำนวน ๒ เครื่อง เป็นผลสำเร็จในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ จึงได้ทำการทดลอง เครื่องส่งวิทยุออกอากาศ พร้อมกันทั้ง ๓ เครื่อง โดยใช้ชื่อสถานีว่า “สถานีวิทยุกระจายเสียงทดลอง จส.” ต่อมากองทัพบกเล็งเห็นความสำคัญ และความจำเป็นของสถานีวิทยุกระจายเสียง จึงอนุมัติให้ตั้งแผนกกระจายเสียง จส. ขึ้นเป็นอัตราของ กรมจเรทหารสื่อสาร มีงบประมาณและกำลังพล ตามระเบียบแบบแผนของราชการ สถานี จส. จึงได้รับงบประมาณจัดหาเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียง และอุปกรณ์จากต่างประเทศ จัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทุกจังหวัด กองวิทยุประจำถิ่นของกรมทหารสื่อสาร ได้รับคำสั่งให้จัดรถวิทยุติดตามขบวนเสด็จฯ เพื่อรายงานข่าวการเสด็จ ไปยังกองทัพบกตลอดเวลา การดำเนินการติดต่อส่งข่าวการเสด็จ พระราชดำเนินออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงสู่ประชาชนด้วยกองวิทยุประจำถิ่น จึงได้ใช้เครื่องส่ง ๓ เครื่อง ที่แผนกกระจายเสียงส่งคืนให้ ทำการถ่ายทอดข่าวการเสด็จพระราชดำเนินพร้อมกัน ๓ ขนาดคลื่น ใช้นามสถานีใหม่ว่า “สถานีวิทยุกระจายเสียงทดลอง วสส. ของกรมจเรทหารสื่อสาร สะพานแดง บางซื่อ พระนคร” ทำการออกอากาศ ตั้งแต่ ๐๖๐๐ น. จนถึง ๒๔๐๐ น. ทุกวัน ประชาชนสนใจคอยรับฟังข่าวการเสด็จ พระราชดำเนินในครั้งนั้น จากสถานีวิทยุกระจายเสียงทดลอง วสส. กันมาก ทั้งส่วนกลางและต่างจังหวัดทั่วประเทศ เมื่อจบภารกิจการออกข่าวสารการเสด็จพระราชดำเนินแล้ว สถานีวิทยุ วสส. ก็ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาให้เปิดดำเนินการได้ตลอดเวลา เช่นเดียวกับสถานีวิทยุทดลอง จส. ต่อมากระทรวงศึกษาธิการก่อตั้งสถานีวิทยุศึกษา เพื่อออกอากาศรายการเกี่ยวกับการศึกษา ได้ใช้นามสถานี วศษ. เสียใหม่ตามคำขอร้องเป็น วปถ. ซึ่งหมายถึงสถานีวิทยุกระจายเสียงทดลองของกองวิทยุประจำถิ่น หลังจากนั้นได้ขออนุมัติผู้บังคับบัญชาดำเนินการก่อตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงขึ้นในส่วนภูมิภาคตามจุดที่ตั้งหน่วยทหาร ที่ขึ้นตรงกองทัพบก โดยใช้เครื่องส่งและอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นเองเช่นเดียวกับ วปถ. แห่งแรกจนถึงปัจจุบัน กรมการทหารสื่อสารมีสถานีวิทยุกระจายเสียงอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศ รวมทั้งสิ้น ๓๒ สถานี และต่อมากองทัพบก ได้เห็นถึงความสำคัญในการใช้วิทยุกระจายเสียงสนับสนุนภารกิจการรักษาความมั่นคงของชาติ จึงให้หน่วยขึ้นตรงของกองทัพบก จัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียง ในความรับผิดชอบทั้งสิ้น ๑๒๖ สถานี (เอ็ฟ.เอ็ม.(FM) ๔๙ สถานี, เอ.เอ็ม.(AM) ๗๗ สถานี) เดิมเครื่องส่งเป็นระบบหลอดทั้งหมด ต่อมาได้พัฒนาเครื่องส่งให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเปลี่ยนเป็นระบบ Solid State ซึ่งได้ดำเนินการเปลี่ยนไปแล้ว จำนวน ๒๖ สถานี ยังคงเป็นระบบหลอด ๑๐๐ สถานี มีมูลค่าทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น ๘๔๖,๘๑๘,๒๗๓.๔๒ บาท

ตั้งแต่ปี ๒๕๑๐ เป็นต้นมา สถานการณ์ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ นอกจากจะใช้กำลังพลและอาวุธเข้าต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลแล้ว ผู้ที่ให้การสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ยังใช้สถานีวิทยุกระจายเสียงที่มีกำลังส่งสูงไม่ต่ำกว่า ๕๐ กิโลวัตต์ ปลุกระดมโฆษณาชวนเชื่อ แก่ราษฎรตามแนวชายแดนด้วย

ด้วยเหตุนี้กองทัพภาคที่ ๓ จึงได้ขออนุมัติกองทัพบก จัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงเฉพาะกิจขึ้นที่จังหวัดน่าน เมื่อปี ๒๕๑๒ เพื่อใช้ในการตอบโต้การโฆษณาชวนเชื่อ ของฝ่ายผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ แต่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งนี้ก็มีกำลังส่งเพียง ๑ กิโลวัตต์ เท่านั้น

ต่อมาในปี ๒๕๑๒ กองทัพภาคที่ ๓ ได้พิจารณาเห็นว่าสมควรจะได้จัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงขึ้นใหม่อีกสถานีหนึ่งให้มีกำลังส่งสูงขึ้น จึงได้จัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียง กองทัพภาคที่ ๓ ส่วนหน้า จังหวัดพิษณุโลกขึ้น มีกำลังส่ง ๑๐ กิโลวัตต์ ในระบบ เอ.เอ็ม. (AM)

แต่เนื่องจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งนี้ไม่ได้รับการสนุบสนุนงบประมาณจากที่ใด จึงจำเป็นต้องหารายได้เลี้ยงตนเอง โดยการรับโฆษณาธุรกิจ แต่ความมุ่งหมายหลักก็คือ ใช้เป็นเครื่องมือตอบโต้การโฆษณาชวนเชื่อ และประชาสัมพันธ์กิจกรรมของรัฐบาล ซึ่งนับว่าการปฏิบัติงานได้ผลดีในระดับหนึ่ง เพียงแต่ยังเป็นสถานีวิทยุกระจายเสียงที่ยังไม่รับอนุมัติให้จัดตั้งถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ต่อมาในสมัยรัฐบาลของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้พิจารณาเห็นว่าสถานีวิทยุกระจายเสียง เป็นเครื่องมือในการตอบโต้การโฆษณาชวนเชื่อ ของฝ่ายผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่กิจกรรมของรัฐบาล จึงอนุมัติให้กองทัพบกจัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงขึ้นในกองทัพภาคต่างๆ ในต้นปี ๒๕๒๐ ซึ่งกองทัพภาคที่ ๓ ก็ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งสถานี วิทยุกระจายเสียงในระบบ เอ.เอ็ม. (AM) มีกำลังส่ง ๑๐ กิโลวัตต์ ครั้งนั้นจำนวน ๘ สถานี

ในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าสถานการณ์การสู้รบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์จะยุติลง กองทัพภาคที่ ๓ ก็ยังคงดำรงความมุ่งหมาย โดยการปฏิบัติตามคำสั่ง นโยบายของสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖๑๒๕๒๓ ลง ๒๓ เมษายน ๒๕๒๓ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ สร้างความเลื่อมใสศรัทธาต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข รวมทั้งเผยแพร่กิจกรรมต่างๆ ของรัฐบาลและกองทัพบกอยู่ต่อไป ซึ่งต่อมากองทัพภาคที่ ๓ ก็ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงเพิ่มขึ้นอีก จนกระทั้งปัจจุบันนี้ กองทัพภาคที่ ๓ มีสถานีวิทยุกระจายเสียงในสังกัด ทั้งระบบ เอ.เอ็ม. (AM) และ เอ็ฟ.เอ็ม (FM) จำนวนทั้งสิ้น ๑๙ สถานี ต่อมากองทัพบกได้ออกระเบียบกองทัพบกว่าด้วยวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๔๓๖ โดยได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกขึ้น จึงมีผลทำให้สถานีวิทยุกระจายเสียงที่มีอยู่ในหน่วยต่างๆ ในกองทัพบก รวมทั้งสิ้น ๑๒๘ สถานี ไปขึ้นอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน


ติดต่อเรา